วันอังคารที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2556

บันทึกสะท้อนการเรียนรู็ ครั้งที่ 5

สิ่งที่ได้รับจากการเรียนรู้ 


  • วันนี้ได้เรียนรู้เรื่อง การเขียนชีวประวัติ การเขียนเรียนความ การเขียนคำขวัญ การเขียนบทพูดเพื่อเปิดปิดงาน
การเขียนชีวประวัติ
       เป็นงานเขียนประเภทหนึ่งที่เป็นการนำเสนอข้อมูลและเรื่องราวเกี่ยวกับบุคคล โดยปกติจะนำเสนอในรูปแบบของหนังสือหรือบทความ บางครั้งอาจนำเสนอในรูปแบบของภาพยนตร์ก็ได้

การเขียนเรียงความ
การเขียนเรียงความเกี่ยวโยงกับอะไร ข้อมูลที่จะเขียนลงไปนั้นต้องถูกต้องชัดเจน ดังนั้นผู้เขียนจะต้องรู้ชัดรู้จริงและการเขียนเรียงความต้องประกอบไปด้วยดังนี้ 

1.การเขียนคำนำ
         เป็นการเกริ่นเรื่อง ขอย้ำว่าแค่เกริ่นนะคะอย่าลึก ใช้คำโอบความหมายกว้างๆ เช่น
เรียงความเรื่องแม่ของฉัน      ควรกล่าวถึงแม่โดยทั่วไปก่อน เขียนให้กินใจ น่าอ่าน น่าติดตาม
แต่ยังไม่ควรเล่าว่า " แม่ของฉัน "เป็นอย่างไร

2.เนื้อเรื่อง
         เนื้อเรื่องเป็นส่วนที่มีใจความสำคัญ ประเด็นสำคัญตามห้วข้อ ดังนั้นจะต้องเขียนให้ละเอียดครอบคลุม ชัดเจน   เช่น เรื่องแม่ของฉัน ในย่อหน้าเนื้อเรื่องให้พรรณนาถึงพระคุณแม่( เขียนในด้านบวก )

3.สรุป
         กลับไปอ่านคำนำและเนื้อเรื่องและสรุปจบให้ไปในทิศทางเดียวกัน ขอแนะนำว่า ควรให้ข้อแนะนำ หรือแนวคิดดีๆ แล้วลงท้ายด้วยประโยคที่น่าสนใจ    

การเขียนคำขวัญ     
        คำขวัญ คือ คำพูดที่กล่าวให้เป็นข้อคิดหรือแนวทางปฏิบัติเนื่องในกรณีใดกรณีหนึ่ง หรือโอกาสใดโอกาสหนึ่ง เป็นข้อเตือนให้ระลึกถึงหน้าที่การงานและความประพฤติต่าง ๆ

การเขียนบทพูดเพื่อเปิดปิดงาน
          ไว้ใช้ในพิธีการกล่าวงานสำคัญๆเท่านั้น

ความรู้ใหม่ที่ได้รับ
           การกล่าวรายงาน ที่จะต้องพูดคำว่า กราบเรียน จะต้องใช้กับบุคคล 5 ระดับ คือ
1. นายกรัฐมนตรี
2. ประธาน ส.ว.
3. ประธาน ส.ส.
4. ประธานฎีกา
5. ศาลรัฐธรรมนูญ

ข้อเสนอแนะ

       ดิฉันจะเสนอแนะการนำเสนองานหน้าชั้นเรียน คือ
1. การขึ้นไปอ่าน (อาขยาน) ตามเนื้อหาที่มีบน PowerPoint หรือ Keynote เหมือนหุ่นยนต์ นี่เป็นสิ่งที่ พบเห็นกันได้อยู่อย่างสม่ำเสมอ (ถ้าพูดถึงก็คือติดอันดับ 1 ตลอดกาล) จากการนำเสนองานของมือใหม่หัดนำเสนอหรือแม้กระทั่งคนที่ไม่ใช่มือใหม่แล้ว ก็ยังเลือกการนำเสนอแบบนี้ ซึ่งถ้าจะพูดไปแล้วก็ไม่ต่างกับการพิมพ์เนื้อหาทั้งหมดมาให้ผู้ฟังเอากลับบ้านไปอ่าน
2. อย่าไปไว้ใจกับอุปกรณ์ที่จะใช้นำเสนอที่แม้เราจะเป็นคนเตรียมเองก็ตาม เพราะเรามักจะเจอกับปัญหาเกี่ยวกับอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ ที่ไม่สามารถใช้งานร่วมกับคอมพิวเตอร์ของเรา หรือแม้กระทั่งเครื่องคอมพิวเตอร์เราเองอาจจะม่องเท่งในเวลานั้นไปดื้อๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้น
 3.การที่จะนำเสนองานได้นั้น พื้นฐานสำหรับบางคนก็คือการเป็นคนชอบพูดชอบคุย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีเพราะจะทำให้คนดูไม่น่าเบื่อ แต่สิ่งที่อาจจะคาดไม่ถึงนั่นคือการหลุดจากสิ่งที่จะนำเสนอจริงๆ หรือพูดในสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับหัวข้อที่ตั้งเอาไว้มากจนเกินไป จนอาจทำให้คนที่ตั้งใจจะมาฟังสิ่งที่เขาต้องการนั้นผิดหวัง แถมยังอาจหมดเวลาโดยไม่รู้ตัว ทำให้ผู้พูดไม่ได้พูดสิ่งที่เป็นสาระสำคัญได้ทัน   
 4. ฟังชื่อข้อที่ผมตั้งเองแล้วอาจจะดูทันสมัยไปเสียหน่อย ที่ผมหมายถึงก็คือในบางครั้งข้อมูลของผู้พูดเองนั้นมีปริมาณค่อนข้างมาก (ซึ่งผมเข้าใจว่าผู้ที่จะมาพูดก็ต้องมีความเจ๋งในระดับที่เหนือกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว) และก็เข้าใจว่าผู้พูดก็อยากจะพูดในสิ่งที่ตัวเองรู้หรือเตรียมตัวให้กับผู้ฟัง เนื่องด้วยปริมาณข้อมูลที่ป้อนหรือถ่ายทอดออกไปนั้นอาจมีมากจนเกินไป หรือคนฟังเองไม่สามารถรับรู้และเข้าใจได้ ผลที่ตามมาก็คือประเด็นที่สำคัญที่สุดนั้นอาจถูกกลืนจมหายไปกับข้อมูลปริมาณมหาศาลที่วิ่งเข้าไปถาโถมผู้พูด
5. ข้อนี้จะใกล้เคียงกับข้อแรกและข้อที่ 4 คราวนี้มาดูในด้านของการนำเสนอบน Powerpoint หรือ Keynote เพราะมันคือสิ่งที่จะช่วยนำให้ทั้งผู้นำเสนอและผู้ฟังได้รับรู้ว่าจะมีเรื่องราวอะไรถูกพูดถึงบ้าง ซึ่งสิ่งที่เจอในบางครั้งนั้น มีตัวอักษรเต็มไปหมด ก็เข้าใจว่าผู้พูดนั้นอยากจะบอกสรรพคุณหรือบอกสิ่งต่างๆ ที่อยากให้คนอื่นรู้ ซึ่งนี่จะทำให้เกิดปัญหาว่าผู้พูดจะถูกสไลด์ที่มีแต่ตัวอักษรกลืนไปแบบไม่รู้ตัว เพราะผู้ฟังจะเอาแต่สนใจตัวอักษรที่มีอยู่ล้นทะลักในหน้าสไลด์ไปโดยปริยาย…

วันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2556

อัตชีวะประวัติของดิฉัน

 อัตชีวประวัติของฉัน


         ดิฉัน นางสาวกรรณิกา แสงวิมล  ชื่อเล่น เจี๊ยบ เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2536 ปัจจุบันอายุ 20 ปี เกิดที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีน้องสาว 1คน กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมต้น ส่วนดิฉัน ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต คณะครุศาสตร์ หลักสูตรการประถมศึกษา ชั้นปีที่ 2

ชีวิตในวัยเด็ก
            ดิฉันได้เรียนที่ชั้นอนุบาลที่โรงเรียนศรีบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ตอนนั้นยังเด็กก็จะมีการนอนกลางวัน และในทุกๆวันที่นอนกลางวัน ดิฉัน เห็นเครื่องบิน บินผ่านมาทุกครั้ง ดิฉันตื่นเต้นมากที่เห็นเครื่องบินดิฉันคิดว่าอยากจะขึ้นไปอยู่บนนั้นบ้าง แต่จนถึงวันดิฉันขอสารภาพตามตรงว่ายังไม่เคยขึ้นเครื่องบินซักครั้ง แต่ก็ยังมีฝันอยู่ว่าซักวันจะต้องได้ขึ้นเครื่องบินให้จนได้
            ทุกๆเช้าของการไปเรียน แม่จะขี่มอเตอร์ไวไปส่ง และก่อนเข้าเรียนจะแวะกินข้าวที่ตลาดเป็นประจำ แม่พยายามให้ดิฉันกินอาหารอย่างอื่นบ้าง  แต่ดิฉันก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นก๋วยจั๊บ และต้องเป็นร้านร้านนี้ทุกวันด้วย หรือเพราะว่ามันจะอร่อย
           ในตอนกลางวัน เป็นธรรมดาของเด็กเล็กที่จะได้รับนมเป็นเครื่องดื่ม และวันนั้นเรื่องก็เกิดขึ้น  ดิฉันได้นมกล่องใหญ่มาก แต่ไม่รู้ว่าตัวเองดื่มนมเท่าไหนกัน จึงสำลักออกมาทั้งปาก ทั้งจมูก คิดว่าตอนนั้นคงจะตายให้ได้ล่ะมั่ง ตั้งแต่นั้นมาดิฉันก็ไม่ค่อยชอบดื่มนม ได้กลิ่นนมทีไรเหมือนจะอาเจียนออกมาทุกที มากสุดดื่มได้แค่นมเปรี้ยวและนมถั่วเหลืองเท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุที่ดิฉันไม่สูงอย่างที่ตั้งใจ ทั้งที่ดิฉันคิดว่าถ้าไม่ดื่มนม ก็พยายามเล่นกีฬา แบบยืดตัว เช่น โหนบาร์แต่มันก็ช่วยไม่เยอะ จึงนึกโทษตัวเองมาจนถึงทุกวันนี้
             ดิฉันเคยมีเหตูการณ์เฉียดตายเกิดขึ้นกับตัวเอง ความจริงแล้วดิฉันก็จำไม่ได้หลอกว่ามีแบบนี้เกิดขึ้นด้วย ถ้าไม่มีใครเล่าให้ฟัง ตอนเด็กเคยสงสัยมัยว่าเวลากินลูกชิ้น ทำไมต้องหักปลายไม้ด้วย เพราว่ากลัวไม่แหลมตำปากเอา และมันก็เป็นจริงก่อนหน้านี้ ดิฉันโดนไม่ลูกชิ้นเสียบเข้าตรงเพดานปาก เหตุเพราะนั้นกินลูกชิ้นบนรถ รถเบรกแรงเลยทำให้ไม้ลูกชิ้นเสียบเพดาน แผลลึกมาก เลือดไหลออกเต็มไปหมด และแม่ก็พาไปส่งโรงพยาบาล และนั่นก็ถือเป็นอุบัติเหตุที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิตของดิฉันเลยก็ว่าได้
              และแล้วช่วงชั้นอนุบาล ของดิฉันก็จบลง คุณครูให้ถ่ายรูปร่วมกันทังชั้นเรียน แต่ไม่รู้ว่าทำไมตอนนั้นดิฉันคิดอะไรอยู่ กลัวกล้องทำไมก็ไม่รู้ ดิฉันได้แต้ก้มหน้าลงตลอดการถ่ายรูป ดังนั้นรูปที่ได้มา จะสังเกตเห็นเด็กหญิงก้มหน้า เห็นแต่ผมสีดำได้ อย่างชัดเจน  แต่พอโตขึ้นก็ไม่รู้ทำไมถึงชอบถ่ายรูปขึ้นมาก็ไม่รู้สิ และทั้งหมดนี้ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนที่ดิฉันยังเป็นเด็ก

ชีวิตในอนาคตของตนเองที่วาดไว้
          ดิฉันเป็นบุคคลหนึ่งที่มีความใฝ่ฝันตั้งแต่เด็กว่า อยากเป็น “ครู” ฟังดูแล้วอาจเป็นเรื่องธรรมดา ที่เด็ก ๆมักจะคิดแบบนั้น   ตอนสมัยที่ดิฉันยังเป็นเด็กมักจะชอบชวนน้องๆ มาเล่นเป็นครูกับนักเรียน โดยที่ดิฉันนั้นเล่นเป็นครู และชอบสอนหนังสือให้กับน้องๆ ที่เป็นนักเรียน โดยคิดว่าครูนั้นมีหน้าที่สอนหนังสือเพียงอย่าเดียว พอโตขึ้นความฝันนั้นยังคงอยู่ ดิฉันได้เข้ามาเรียนครู พอได้มาศึกษาการเป็นครูจริงๆ นั้น แตกต่างจากที่คิดไว้มาก ข้าพเจ้าเคยคิดว่า  ครู คือ ผู้ที่ให้ความรู้   แต่พอดิฉันได้มาเรียนรู้มาสัมผัสจริงๆ ทำให้ข้าพเจ้ารู้ว่า ครู คือ ผู้ที่ปั้นดินให้เป็นดาว ผู้ที่สร้างคนให้เป็นมนุษย์  และถามตัวเองอยู่บ่อยครั้งว่าทำไมเราต้องมาเรียน แต่ข้าเจ้ามีความสุขที่จะทำ มีความสุขที่จะโตขึ้นเป็นคุณครูที่ดีเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กๆ  และยอมแลกกับอะไร หลายๆ อย่าง กับการเป็นครู



นางสาวกรรณิกา  แสงวิมล รหัส55113400195 ตอนเรียน D1

วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2556

บันทึกสะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่ 4

วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สิ่งที่ได้เรียนรู้

       ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่อง การเขียนอัตชีวประวัติ,การเขียนบทวิจารณ์,การเขียนเพื่อเล่าเรื่อง
  
                                                               การเขียนอัตชีวประวัติ 
หรือ  ประวัติชีวิตที่เจ้าของเขียน หรือ เล่าด้วยตนเองเป็นสารคดีประเภทหนึ่งแสดงทัศนะต่อชีวิตผ่านประสบการณ์  แบ่งเป็น
-ภูมิธรรมแห่งชีวิต
-ศิลปวิธี

                                                                การเขียนบทวิจารณ์
คือการค้นหาข้อดีและข้อไม่ดีของเรื่องที่จะวิจารณ์ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องพร้อมนำเสนอแนวทางการแก้ไขให้ดีขึ้น  เป็นการวิจารณ์เพื่อสร้างสรรค์
ลักษณะของการวิจารณ์

                                                                การเขียนเพื่อเล่าเรื่อง
            การเขียนเพื่อเล่าเรื่อง  คือการนำเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งที่ผู้เขียนประสบกับตนเองหรือกับบุคคลอื่น  มาถ่ายทอดให้ผู้อ่านทราบ  เช่น  การเขียนสารคดี  ชีวประวัติหรืออัตชีวประวัติ  การเขียนสารคดีท่องเที่ยว  การเขียนเรียงความ  บันทึกความทรงจำการเขียนข่าว  เป็นต้น


ความรู้ใหม่

  • การเขียนอัตตชีวประวัติ 
  • การเขียนบทวิจารณ์ 
  • การเขียนเพื่อเล่าเรื่อง 

 จุดประสงค์ในการเขียนเล่าเรื่อง

  1. เพื่อให้เกิดความเพลิดเพลิน
  2. เพื่อถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์และข้อคิดให้ผู้อื่นทราบ
  3. เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกอารมณ์
  4. เพื่อเป็นคติสอนใจและแนวทางในการดำรงชีวิต-                                                                                                ลักษณะของการเล่าเรื่องที่ดี
    1. มีการเริ่มเรื่องดี
    2. มีรายละเอียดที่น่าสนใจ
    3. ประกอบด้วยตัวละคร บุคคลหรือสิ่งที่น่าสนใจ
    4. เป็นเรื่องหรือเหตุการณ์ที่ไม่ใช่ปกติธรรมดา
    5. มีจุดสุดยอดที่ตื่นเต้นเร้าใจ
    6. แทรกความเขบขัน
    7. ทำให้เกิดความเข้าใจใคร่ติดตาม
    8. จบเรื่องเหมาะสม                                                                                                                             วิธีการเขียนเล่าเรื่อง
      1. เตรียมเนื้อเรื่อง
      2. เลือกเนื้อเรื่อง
      3. เรียงลำดับเหตุการณ์
      4. พิจารณาเนื้อเรื่อง
      5. เลือกใช้สำนวนภาษาให้เหมาะสม
      6. กำหนดโครงเรื่องที่เตรียมไว้
      7. การเตรียมโครงเรื่อง
      8. ลงมือเรียบเรียง
      9. ใช้ประโยคนำเรื่องให้น่าสนใจ
      10. นำเรื่องไปสู่จุดสุดยอด
      11. จบเรื่องในลักษณะที่ชวนให้ผู้อ่านรู้สึกว่าความขัดแย้งหรือปัญหาได้คลี่คลายแล้ว
      12. ต้องมีลีลาการเขียน เช่น การใช้โวหารแต่ละชนิดในการเขียน
   

ข้อเสนอแนะ

  วันนี้มีการนำเกมมาใช้ในการสือ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะทำให้ทุกคนได้ทำกิจกรรมร่วมกันกับเพื่อน และ ยังเป็นการเสริมทักษะท่างด้าน ความคิดสร้างสรรค ด้านการจินาการอีกด้วยค่ะ



นางสาว กรรณิกา แสงวิมล รหัส 55113400195 ตอยเรียน D1

วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

การเขียนบันทึกสะท้อนการเรีนรรู้ครั้งที่2

สิ่งที่ได้รับจากการเรียนรู้
          ภาษาไทยกับการเขียน
     "ภาษา"มาจากคำกริยาภาษาสันกฤติ ว่าภาษาแปลว่า พูด บอก หรือ กล่าว เมื่อนำมาใช้เป็นคำนามจึงเปลี่ยนรูปเป็น ภาษา ซึ่งมีความหมายว่า "คำพูดหรือถ้อยคำ"
       
          ประเภทของภาษา

  1. การสือด้วยวาจา หรือ วจนภาษา
  2. การสื่อสารมิใช่วาจา หรือ อวจนภาษา
  3. การสื่อสารโดยใช้จักษุสัมผัส หรือ การมองเห็น   
          ลักษณะทั่วไปของภาษา
  1. ภาษาจะต้องมี เสียสิ่งแวดล้
  2. ภาษามีระบบระเบียบ มีไวยากรณ์เฉพาะของแต่ละภาษา
  3. ภาษาเกิดจากการเรียนรู้ โดยมีสิ่งแวดล้อมเป็นตัวกำหนด
  4. ภาษามีจำนวนประโยคไม่รู้จบ
  5. ภาษามีการเปลี่ยนแปลง 
           -ความหมายเปลี่ยนแปลง เช่น เป่าปี่ หมายถึง ร้องให้
           -ความหมายกว้างขึ้น เช่น เดินสาย เมื่อสมัยก่อนหมายถึง เดินสายไฟ ปัจุบันหมายถึง ตระเวน                   หรือเดินทาง
           -ความหมายแคบลง เช่น กาพย์ สมัยก่อนหมายถึง บทประพันธ์ ปัจจุบันหมายถึง เนื้อเรื่องที่มี                     ขนาดยาว
     6.  ภาษาคือการกำหนดสัญลักษณ์ร่วมกัน

          ลักษณะเฉพาะของภาษาไทย
  1. ภาษาไทยต้องมีอักษรเป็นของตนเอง
  2. ภาษาเป็นภาษาคำโดด
  3. ภาษาไทยส่วนมากเป็นคำพยางเดียวมีความหมายสมบูรณ์ในตัว
  4. คำเดี่ยวอาจมีความหมายเฉพาะหน้าที่ เมื่ออยู่ในตำแหน่งต่างๆ
  5. ภาษาไทยจะมีลักษณะนาม
  6. ภาษาไทยมีระบบเสียงสูงเสียงต่ำ
  7. ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีชั้นเชิง
  8. คำภาษากวี(คนไทยจะเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน)
          การเปลียบเทียบภาษาพูดและภาษาเขียน
  1. ภาษาเขียนไม่ใช่คำหลายคำที่เราใช้ภาษาพูดเท่านั้น
  2. ภาษาเขียนไม่มีสำนวนเปลียบเทียบ หรือคำสแลงที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับในภาษา
  3. ภาษาเขียนมีการเรียบเรียงถ้อยคำสละสลวยชัดเจนไม่ซ้ำคำหรือซ้ำความโดยไม่จำเป็น
  4. ภาษาเขียนไม่มีโอกาสแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้แต่ถ้าเป็นภาษาพูดมีโอกาสชี้แจงแก้ไขเปลี่ยนแปลง
          ความแตกต่างระหว่างภาษาพูดและภาษาเขียน
  1. ภาษาเขียนใช้ภาษามาตรฐาน หรือภาษาแบบแผน 
  2. ภาษาพูดมักออกเสียงไม่ตรงกับภาษาเขียน
  3. ภาษาพูดสามารถแสดงอารมณ์ของผู้พูดได้ดีกว่าภาษาเขียน
  4. การพูดนิยมใช้คำช่วยพูดหรือคำลงท้าย เพื่อให้การพูดนั้นฟังสุภาพไพรเราะ
  5. ภาษาพุดนิยมใช้คำซ้ำหรือคำซ้อนบางชนิดเพื่อเน้นความหมายของคำ
           สรุป
      ภาษาพูด คือ ภาษาที่ผู้ใช้ภาษาใช้สื่อสารในชีวิตประจำวันด้วยการพูดนั้นเองการพูดมีหลายระดับ ภาษาพูดมีทั้งรูปที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ
      ภาษาพูด คำนึงถึงความเหมาะสมของฐานะบุคคลและกาลเทศะ
      ภาษาเขียน จะเป็นภาษาที่มีลายลักษณ์อักษรบันทึกไว้เป็นหลักฐานประกอบด้วยสาระอ้างอิงได้ใช้เป็นภาษามาตรฐาน

ความรู้ใหม่ที่ได้รับ

            -ภาษาบาลี-สกฤตไม่มีตัวอักษรเป็นของตนเอง ภาษาบาลีและสันสกฤตอยู่ในตระกูลภาษาที่มีวิภัตปัจจัย คือเป็นภาษาที่ที่มีคำเดิมเป็นคำธาตุ เมื่อจะใช้คำใดจะต้องนำธาตุไปประกอบกับปัจจัยและวิภัตติ เพื่อเป็นเครื่องหมายบอกพจน์ ลึงค์ บุรุษ กาล มาลา วาจก โครงสร้างของภาษาประกอบด้วย ระบบเสียง หน่วยคำ และระบบโครงสร้างของประโยค ภาษาบาลีและสันสกฤตมีหน่วยเสียง 2 ประเภท คือ หน่วยเสียงสระและหน่วยเสียงพยัญชนะ 
            -การที่เราไม่ตัดพยันชนะที่ไม่ค่อยใช่หรือออกเสียงเหมื่อนกันออก เช่น ฑ ธ ฐ ท เพราะจะได้ให้เรารู้ไว้ว่าเราได้ยืมคำของภาษาบาลี-สกฤตมาใช้เป็นภาษาไทยอยู่ด้วย จึงไม่ตัดพยัญชนะเหล่านี้ออก

ข้อเสนอแนะ

          คนไทยเป็นผู้ที่โชคดีที่มีภาษาของตนเอง และมีอักษรไทย เป็นตัวอักษรประจำชาติอันเป็นมรดกล้ำค่าที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้ ซึ่งเป็นเครื่องแสดงว่าไทยเราเป็นชาติที่มีวัฒนธรรมสูงส่งมาแต่โบราณกาลและยั่งยืนมาจนปัจจุบัญ คนไทยผู้เป็นเจ้าของภาษาควรที่จะใช้ภาษาพูดและภาษาเขียนให้ถูกต้องเป็นแบบอย่างที่ดีเสียก่อน

นางสาว กรรณิกา แสงวิมล รหัส 55113400195 ตอนเรียน D1


วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

บันทึกสะท้องการเรียนรู้ครั้งที่1

สิ่งที่ได้รับจากการเรียนรู้


           การพัฒนาคุณภาพของเทโนโลยีสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างก้าวขวางกลายเป็นยุกค์แห่งเทคโนโลยีของความทันสมัยก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้คนอย่างมากมาย การเปลี่ยนแปลงของสังคมนั้นย่อมมีผลดีและผลเสียของความทันสมัยของเทคโนโลยี
            ในปัจจุบันเทคโนโลยีมีความสะดวกที่ช่วยพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา โดยมีการเกิดรูปแบบที่หลากหลายของการศึกาาแบบใหม่ เป็นการกระตุ้นความสนใจแก่ผู้เรียนและการทำงานมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น มีแนวการเรียนการสอนเพิ่มมากขึ้นส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะทางความคิด และด้านไอที ควบคู่กับการเรียนในวิชาอื่นได้เป็นอย่างดี


ความรู้ใหม่

           ได้เรียนรู้การสร้างบล๊อกสำหรับการเขียนข้อความหรือเขียนความคิดเห็นส่วนตัวและการนำเสนอผลงานของตัวเองคือใช้บล๊อกเป็นเครื่องมือในการทำการเผยแพร่นั้นเอง


ข้อเสนอแนะ

           การได้เรียนรู้การสร้างบล๊อกเป็นความรู้ใหม่ที่ดิฉันรับมาเป็นการเรียนรู้ที่ดีและมีประโยชน์เพื่อฝึกฝนต่อยอดเพื่อพัฒนาตนเองให้มีทักษะทางการเรียนรู้ทางการศึกษายิ่งขึ้น

ซื่อ นางสาว กรรณิกา แสงวิมล รหัส55113400195 ตอนเรียนD1