วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

บันทึกษะท้อนผลการเรียนรู้ครั้งที่ 10

สิ่งที่ได้รับจากการเรียนรู้

การเขียนโครงการ
โครงการ
            กระบวนการทำงานประกอบไปด้วยหลายๆกิจกรรมให้เป็นไปตามลำดับ โดยต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ กำหนดระยะเวลาและงบประมาณที่จำกัด ในการดำเนินงานต้องมีผู้รับผิดชอบต่อโครงการ ซึ่งเป็นผู้บริหารงาน กิจกรรมต่างๆ ให้เป็นไปตามแผนเหมาะสมกับเวลาและงบประมาณที่ตั้งไว้
ลักษณะของโครงการ
            -ต้องมีระบบ
            -ต้องมีวัตถุประสงค์ชัดเจน
            -ต้องเป็นการดำเนินงานในอนาคต
            -เป็นการทำงานชั่วคราว
            -มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน
            -มีลักษณะเป็นงานที่เร่งด่วน
            -ต้องมีต้นทุนการผลิตต่ำ
            -เป็นการริเริ่มหรือพัฒนางาน
องค์ประกอบของโครงการ มีดังนี้
            -ชื่อโครงการ
            -หน่วยงานที่รับผิดชอบ
            -ผู้รับผิดชอบโครงการ
            -หลักการและเหตุผล
            -วัตถุประสงค์
            -เป้าหมาย
            -วิธีการดำเนินงาน
            -แผนปฏิบัติงาน
            -ระยะเวลาในการดำเนินโครงการ
            -สถานที่ดำเนินการ
            -งบประมาณและทรัพยากรที่ต้องใช้
            -ผลที่คาดว่าจะได้รับ
ลักษณะของโครงการ
            -ต้องมีระบบ (System)
            -ต้องมีวัตถุประสงค์ชัดเจน(Clear Objective)
            -ต้องเป็นการดำเนินงานในอนาคต(Future Opjective)
            -เป็นการทำงานชั่วคราว(Temporary Task)
            -มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน(Definitely Duration)
            -มีลักษณะเป็นงานที่เร่งด่วน(Urgently task)
            -ต้องมีต้นทุนการผลิตต่ำ(Low Cost)
            -เป็นการริเริ่มหรือพัฒนางาน
รายงานวิชาการ ความหมาย
           ข้อเขียนที่เกิดจากผลการศึกษาค้นคว้าหาความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างเป็นระบบ แล้วนำมาเรียบเรียงเป็นลายลักษณ์อักษรมีการอ้างอิงแหล่งข้อมูลค้นคว้าและมีการวิเคราะห์ข้อมูล พร้อมตัวเสนอแนะความคิดเห็นที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์
ความสำคัญ
           -นักศึกษาได้เรียนรู้วิธีการรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ
           -นักศึกษาพัฒนาความรู้ความคิดของนักศึกษา แล้วนำเสนอความรู้ความคิดได้อย่างเป็นระบบ
ขั้นตอนการทำ
           -พิจารณาวัตถุประสงค์
           -กำหนดหัวเรื่อง
           -ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดขอบเขต
           -รวบรวมและบันทึกข้อมูล
           -วิเคราะห์ข้อมูล
           -เชื่อมโยงข้อมูลให้สัมพันธ์
           -เรียบเรียงข้อมูลอย่างเป็นระบบ
           -ตรวจสอบความถูกต้อง
           -จัดรูปเล่มให้เหมาะสม

รายละเอียด      
ชื่อผู้ทำรายงานส่วนประกอบ

           -ส่วนนำ
           -ส่วนเนื้อหา
           -ส่วนท้าย
ส่วนนำ ประกอบด้วย

          - ปกนอก
          -ใบรองปก
          -ปกใน
          -คำนำ
          -สารบัญ
ส่วนเนื้อหา ประกอบด้วย

         - บทนำเรื่อง
         - ส่วนเนื้อหา
         -บทสรุป 
ส่วนท้าย ประกอบด้วย

        -บรรณานุกรม
        -ภาคผนวก
        -อภิธานศัพท์
        -ดรรชนี
หลักการเขียนรายงานวิชาการ
        -ใช้คำและข้อความที่สุภาพ ศัพท์บัญญัติ ศัพท์ทางราชการ
        -ใช้คำเต็มไม่ใช้คำย่อ สำหรับตำแหน่ง ยศ คำนำหน้าหรือคำย่ออื่น ๆ
        -ใช้ภาษาระดับเดียวกัน ไม่ใช้ภาษาแสลงหรือภาษาถิ่น
ข้อเสนอแนะ
- วิธรการสอนของอาจารย์สอนได้เข้าใจง่าย เรียนสนุกและได้ความรู้ครบถ้วน

นางสาว กรรณิกา  แสงวอมล  55113400195 ตอนเรียน D1

วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

บันทึกสะท้อนผลการเรียนรู้ครั้งที่ 9

สิ่งที่ได้จากการเรียนรู้
ระเบียบงานสารบรรณและการเขียนหนังสือราชการ
            - การจัดทำ
            - การรับ
            - การส่ง
            - การเก็บรักษา
            - การยืม
            - การทำลาย
การจัดทำสำเนา
-สำเนาคู่ฉบับ    หมายถึง จัดทำพร้อมต้นฉบับเก็บไว้เป็นเจ้าของเรื่อง ผู้ร่าง ผู้พิมพ์ ผู้ตรวจ ลงชื่อไว้ที่ด้านขวา
-สำเนา    หมายถึง มีคำรับรองว่า "สำเนาถูกต้อง" เจ้าหน้าที่ระดับ 2 ขึ้นไป รับรองว่าสำเนาเก็บไว้ที่สาร    บรรณกลาง

ชนิดของหนังสือราชการ

1. หนังสือภายนอก  คือ หนังสือภายนอกราชการ เป็นหนังสือพิธีการ ใช้กระดาษตราครุฑ (หนังสือครุฑหรือหนังสือกลาง)
2. หนังสือภายใน คือ หนังสือภายในกระทรวงและจังหวัดเดียวกัน เป็นหนังสือพิธีการน้อย ใช้กระดาษบันทึกข้อความ
3. บันทึก คือ หนังสือต่ำกว่ากรมลงมาใช้กระดาษบันทึกข้อความหรือกระดาษอื่นๆ
4. หนังสือประทับตรา คือ หนังสือที่ใช้กระดาษตราครุฑ ใช้กรณีเอกสารไม่สำคัญ เช่น เอกสารประทับตราแทนการลงชื่อหัวหน้าส่วนราชการ คำขึ้นต้นมีเฉพาะคำว่า "ที่" และ "ถึง" ไม่มีคำลงท้าย
5. หนังสือสั่งการ เป็นหนังสือประเภท หนังสือคำสั่ง ระเบียบ ข้อบังคับ
6. หนังสือประชาสัมพันธ์ เป็นหนังสือประเภท ประกาศ แถลงการณ์ ข่าว
7. หนังสือที่จัดทำขึ้นหรือรับไว้เพื่อเป็นหลักฐานทางราชการ

 ปัญหาในการเขียนหนังสือราชการ
            - ความคิด
            - ยืดยาว เยิ่นเย้อ
            - รู้เรื่องคนเดียว
            - ขาดการประเมิน

 หลักการเขียนเนื้อหา
            - ปัญหา
            - ข้อเท็จจริง
            - ข้อพิจารณา
            - ข้อเสนอ

ข้อแตกต่างระหว่าง "อนุญาต" กับ "อนุมัติ"
   "อนุญาต"
      ความหมาย ยิมยอม ยอมให้
      การนำไปใช้ เรื่องส่วนตัว,ไม่เกี่ยวข้องกับงบประมาณของหน่วยงาน,ไม่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบขององค์การ
   "อนุมัติ"
      ความหมาย ให้อำนาจกระทำตามระเบียบที่่กำหนด
      การนำไปใช้  เรื่องเป็นความรับผิดชอบขององค์กร  เกี่ยวกับงบประมาณของหน่วยงาน

การเขียนรายงานประชุม
   "ปัญหาการเขียนรายงานประชุม"
      1. ไม่รู้วิธีการดำเนินการประชุมที่ถูกต้อง
      2. ไม่รู้จะจดอย่างไร
      3. ขาดทักษะในการจับประเด็นและสรุปความ
      4. การใช้ภาษาในการจด
 
 "ประโยชน์ของรายงานการประชุม"
      1. เป็นหลักฐานการปฏิบัติงาน
      2. เป็นเครื่องในการติดตามงาน
      3. ใช้อ้างอิง
      4. เป็นแหล่งข้อมูลข่าวสาร

ความรู้ใหม่ที่ได้รับ

ชั้นความเร็ว
-ด่วน คือ เอกสารต้องส่งออกจากผู้ที่ได้รับเอกสารภายในเวลาราชการของวันพรุ่งนี้
              -ด่วนมาก คือ ต้องส่งเอกสารให้ออกจากผู้รับเอกสารภายในเวลา 24 ชั่วโมง
-ด่วนที่สุด คือ เอกสารต้องถูกส่งออกจากผู้รับเอกสารภายในวันที่ได้รับเอกสาร
ชั้นความลับ
             -ลับ คือ ความลับที่เกี่ยวกับข่าวสารที่รั่วไหลแล้วจะทำให้ให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ 
             -ลับมาก คือ ความลับเกี่ยวกับข่าวสารที่รั่วไหลแล้วจะทำให้เกิดความเสียหายหรือเป็นภัยต่อความมั่งคง ความปลอดภัยของประเทศชาติอย่างร้ายแรง
             -ลับที่สุด คือ ความลับเกี่ยวกับข่าวสารที่รั่วไหลแล้วจะทำให้เกิดความเสียหาย หรือเป็นภัยต่อความมั่งคง ความปลอดภัยของประเทศชาติอย่างร้ายแรงที่สุด

อนุญาตกับอนุมัติ
            -อนุญาต คือ เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับงบประมาณของหน่วยงาน ไม่เกี่ยวกับความรับผิดชอบขององค์กร
            -อนุมัติ คือ เรื่องที่เป็นความรับผิดชอบขององค์กร เกี่ยวข้องกับงบประมาณขององค์การ

ข้อเสนอแนะ
          - อาจารย์มีวิธีการสอนที่เข้าใจง่าย และเรียนสนุกทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นมากค่ะ

นางสาว กรรณิกา  แสงวิมล 55113400195  ตอนเรียน D1




วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2557

บันทึกษะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่ 8

ความรู้ใหม่ที่ได้รับ
การเขียนเชิญกิจธุระ
การเขียนแบบฟอร์ม 
    หมายถึง เอกสารที่จัดทำขึ้น โดยเว้นช่องว่างไว้สำหรับให้บุคคลแต่ละคนกรอกข้อความลงไป เพื่อให้เป็นการสะดวกแก่ผู้รวบรวมในการข้อความนั้นไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ เสร็จสมบูรณ์แล้วก็จะกลายเป็นบันทึกที่จะต้องควบคุมอีกแบบ
แบบฟอร์มมี 4 แบบ
1) แบบฟอร์มที่ใช้ติดต่อหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชนแบบฟอร์มชนิดนี้หน่วยงานนี้เป็นผู้จัดเตรียมขึ้น เพื่อให้ผู้มาติดต่อใช้ได้ตลอด จะได้ไม่เสียเวลาในการเขียน ทำให้หน่วยงานได้รับข้อมูลครบถ้วนที่จำเป็นตามต้องการ
     2) แบบฟอร์มที่ผู้อื่นขอความร่วมมือให้กรอกแบบฟอร์มชนิดนี้ใช้เพื่อต้องการทราบข้อมูลทั้งที่เป็นข้อเท็จจริง และทรรศนะของประชาชนกลุ่มต่างๆ
     3) แบบฟอร์มที่ใช้ภายในองค์กร องค์การสมัยนี้มีระบบการรวบรวมในหน่วยงานของตนด้วยวิธีให้กรอกแบบฟอร์มแทนที่จะเขียนชี้แจงเรื่องซึ่งมักจะให้รายละเอียดไม่ตรงตามที่ต้องการ
     4) แบบฟอร์มสัญญา หมายถึง เอกสารที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างบุคคล 2 ฝ่าย

          จดหมายกิจธุระ
                เป็นจดหมายระหว่างบุคคลต่อบุคคลที่ติดต่อสื่อสารกันด้วย กิจธุระ เช่น การติดต่อสอบถาม การบอกขาย ฯลฯ หากเป็นจดหมายกิจธุระที่ติดต่อสื่อสารระหว่างบริษัท ห้างร้านองค์การต่างๆ เรียกว่า จดหมายธุรกิจ ใช้ภาษาระดับกึ่งทางการ
          จดหมายเปิดผนึก
                เป็นจดหมายประเภทกิจธุระเขียนเผยแพร่ต่อสาธารณะชน สื่อมวลชน ซึ่งส่วนมากได้แค่หนังสือพิมพ์ หรือวิทยุกระจายเสียงเผยแพร่สื่ออินเตอร์เน็ตเพื่อลงหรือประกาศข้อความในจดหมายให้ประชาชนทั่วไปทราบในความของจดหมายชนิดนี้มีลักษณะเปิดเผยและเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเสนอแนะ แสดงความรู้สึก แสดงความจริง บอกกล่าว ขอความร่วมมือ ท้วงติง หรือร้องเรียน
            จดหมายราชการ
                หรือหนังสือราชการเป็นจดหมายที่ติดต่อสื่อสารระหว่างส่วนราชการหนึ่งกับอีกส่วนราชการหนึ่งหรือติดต่อสื่อสารกันในระหว่างกระทรวง ทบวง กรม กอง เดียวกัน รวมทั้งติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานเอกชนต่างๆด้วย จดหมายที่ติดต่อกับหน่วยงานนอกกระทรวง เรียกว่าหนังสือภายนอก ส่วนจดหมายที่ติดต่อภายในหน่วยงาน เรียกว่า หนังสือภายใน จดหมายราชการถือเป็นเอกสารหลักฐานในการทำงานของรัฐจึงต้องมีเลขที่ออกหนังสือ และมีทะเบียนรับส่งหนังสือ ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารเป็น ภาษาระดับทางการ
            ประกาศทางราชการ
                มักจะมีข้อความที่ค่อนข้างยาว และเกี่ยวเนื่องด้วยกฎหมาย โดยมีจุดประสงค์จะประกาศแจ้ง ให้บุคคลทั่วไปได้ทราบ และหวังผลในการปฏิบัติ ภาษาค่อนข้างเป็นทางการ รัดกุม มีลักษณะคล้ายหนังสือราชการทั่วๆไป

การเขียนจดหมายธุรกิจ

                  ประเภทของจดหมาย

1.     จดหมายส่วนตัว : จดหมายถึงเพื่อน ญาติพี่น้อง
2.     จดหมายกิจธุระ : จดหมายลาป่วย ลากิจ
3.     จดหมายธุรกิจ : จดหมายติดต่อ เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ
4.     หนังสือราชการ : เอกสารที่ใช้ในการติดต่อกับราชการ

                  ประเภทจดหมายธุรกิจ

1 .จดหมายสั่งซื้อสินค้าและตอบรับการสั่งซื้อ
2 .จดหมายขอเปิดเครดิต หรือขอเปิดบัญชีเชื่อ
3 .จดหมายต่อว่าและปรับความเข้าใจ
4 .จดหมายเตือนหนี้และทวงหนี้
5. จดหมายไมตรีจิต

                  รูปแบบของจดหมายธุรกิจ

1. แบบราชการ ใช้รูปแบบเหมือนหนังสือราชการภายนอก แต่ดัดแปลงรายละเอียดเล็กน้อยให้เหมาะสมแก่   การปฏิบัติ
2. แบบไทย   ผสมผสานจากหนังสือราชการภายนอกและจดหมายธุรกิจแบบสากล
3. แบบสากล ใช้รูปแบบของการเขียนจดหมายธุรกิจของต่างประเทศที่เป็นสากล


                การเขียนหัวข้อต่างๆในจดหมายธุรกิจ

1. หัวจดหมาย ชื่อและที่อยู่ของบริษัท ห้างร้าน มักนิยมพิมพ์เป็นหัวกระดาษจดหมายสำเร็จรูป
2. วันเดือนปี มักระบุเพียงเลขวันที่ ชื่อเดือน ปี พ.โดยไม่ต้องใส่คำว่า “วันที่ เดือน และปี
3. เรื่องเขียน สั้นๆกะทัดรัดได้ใจความ
4. คำขึ้นต้น มักใช้คำว่า “เรียน” ตามด้วยตำแหน่ง
5. ข้อความ มักเขียน 2-3 ย่อหน้า ย่อหน้าแรกจะกล่าวถึงเหตุที่มีจดหมายไป ย่อหน้าถัดมาจะแจ้งความ ประสงค์ หรือสิ่งที่ต้องการให้ปฏิบัติ หรือรายละเอียด
6. คำลงท้าย มักใช้คำว่า “ขอแสดงความนับถือ
7. ลายเซ็น หรือลายมือของผู้ลงนามในจดหมาย
8. ชื่อเดิม ของผู้ลงนามในจดหมายโดยระบุอยู่ในวงเล็บ
9. ตำแหน่ง ของผู้ลงนามในจดหมาย

ความรู้ใหม่ที่ได้รับ
-       ขอแสดงความเคารพ ใช้กับคนที่เราสนิท เช่น พ่อ แม่ อาจารย์ เป็นต้น
-      ขอแสดงความเคารพอย่างสูง ใช้กับคนที่เราสนิทที่อาวุโสกว่าเรา
-      องค์การ ใหญ่กว่า องค์กร
-      ไอโฟน 5สามารถเขียนเลขไทยได้ แต่ 3G ไม่สามารถเขียนเลขไทยได้
-      ถ้ายืมเงินกัน 50 บาท เราสามารถทำสัญญาได้และสามารถดำเนินคดีได้ตามกฎหมายหากไม่คืนเงิน

ข้อเสนอแนะ

สิ่งที่ได้รับในการเรียนครั้งนี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตประจำวัน

                                   นางสาว กรรริกา  แสงวิมล   55113400195 ตอนเรียน D1

วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2557

บันทึกษะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่ 7

สิ่งที่ได้รับจากการเรียนรู้


           กวีนิพนธ์ หมายถึง คำประพันธ์ประเภทร้อยกรอง
           การเขียนกวีนิพนธ์ คือ บทร้อยกรองที่สรรค์สร้างด้วยตัวอักษร สื่อสารการอ่านด้วยภาพพจน์ เพื่อให้ผู้อ่านเกิดจินตนาการได้ รวมทั้งทำให้เกิดความรู้สึกสะเทือนใจได้ลักษณะการเขียน
1. คำสัมผัสคล้องจอง คือ พยางค์ที่คล้องจองด้วยเสียงของสระหรือเสียงของพยัญชนะ หากคล้องจองด้วย   เสียงสระเรียกสัมผัสสระ หากคล้องจองด้วยเสียงพยัญชนะเรียกสัมผัสอักษร
2.
สัมผัสนอก  สัมผัสใน
     สัมผัสนอก คือ สัมผัสนอกวรรคและนอกบท
     สัมผัสใน คือ สัมผัสในวรรคเดียวกัน ซึ่งมีทั้งสัมผัสสระและสัมผัสอักษร
3.
คำเสียงสูง (จัตวา) เหมาะเป็นคำท้ายสุดของวรรครับของกลอนสุภาพ
4.
คำไวพจน์  คือ คำที่มีความหมายอย่างเดียวกันหรือคำพ้องความหมาย
5.
คำเอก คำโท
คำเอก คือ คำที่มีรูปเอก (บังคับในโคลงสี่สุภาพ)
คำโท คือ คำที่มีรูปวรรณยุกต์โท
คำเอกโท คือ คำที่ใช้ติดกันมีความหมายสอดคลองกัน เช่น แต่งแต้ม ต่อต้าน ต่อสู้ เป็นต้น
"คำคู่"
     
เป็นการเล่นคำสัมผัสอักษร
"
คำคล้องจอง"
     
เป็นคำที่ใช้สระเสียงเดียวกัน หรือมีตัวสะกดมาตราเดียวกัน
บทสรุป
     
การใช้คำคล้องจอง เป็นลักษณะหนึ่งของการเขียนบทร้อยกรองซึ่งทำให้เกิดความไพเราะและมีความหมาย คำคล้องจองเป็นคำที่ใช้สระตัวเดียวกัน หรือมีตัวสะกดมาตราเดียวกัน รูปแบบของคำคล้องจองที่พบโดยทั่วไป มีปริศนาคำทาย สำนวนโวหาร และสำนวนไทย เป็นต้น

 "การแต่งกาพย์ยานี ๑๑"
     ความหมายของกาพย์ยานี เป็นบทเป็นบทร้อยกรองที่บังคับจำนวนคำ วรรค และสัมผัส เช่นเดียวกับการแต่งกลอน
     กาพย์ยานี คือคำประพันธ์หรือบทร้อยแก้วที่มีบังคับเฉพาะจำนวนคำ ๑๑ คำ วรรคหน้า ๕ คำ วรรคหลัง ๖ คำ รวมเป็น ๑๑ คำ

"มีสัมผัสบังคับ"
     - คำสุดท้ายวรรคที่ ๑ สัมผัสกับคำที่ ๓ หรือ ๕ ของวรรคที่ ๒
     - คำสุดท้ายวรรคที่ ๒ สัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่ ๓
     - คำสุดท้ายของบทที่ ๑ สัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่ ๒ ของบทต่อไป

ความรู้ใหม่ที่ได้รับ

    -วรรณคดี มีระยะเวลายาวนาน คนทุกยุคทุกสมัยให้การยอมรับว่าดี มีคุณค่า มีตราประทับวรรณคดีสโมสร
     -วรรณกรรมคืองานเขียนทุกๆประเภท เช่น นิทาน เรื่องสั้น ยกเว้นหนังสือเรียนที่ไม่เรียกว่า วรรณกรรม

ข้อเสนอแนะ

        อาจารย์สอนได้เข้าใจง่าย มีแนวการสอนที่สนุก ทำให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในบทเรียนมากขึ้น


นางสาว กรรริกา  แสงวิมล  รหัส  55113400195  ตอนเรียน  D1

วันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2557

ขอให้ประเทศไทยสงบสุข

ขอให้ประเทศไทยสงบสุข

     สถานการณ์บ้านเมืองประสบปัญหาเกิดความแตกแยกอย่างรุนแรงขึ้นในชาติ คนไทยรบราฆ่าฟันกันเอง ด้วยเหตุผลจากความแตกต่างทางความคิด ทำให้ได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า ฝ่ายที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงของประเทศ ก็พยายามใช้ทุกวิถีทางที่จะยุติความรุนแรงลงให้ได้ จนในที่สุดความสงบก็กลับคืนมา เหตุการณ์สงบลงได้โดยที่ไม่ได้เกิดจากการใช้อาวุธเข้ารบราฆ่าฟันกันเลย  แต่ทุกคนต้องมีความสามัคคี

           สังคมทุกสังคมย่อมหลีกเลี่ยงความขัดแย้งไม่ได้ ความขัดแย้งในสังคมจึงเป็นเรื่องปกติของคนในทุกวันนี้ไปแล้ว เป็นแต่เพียงว่าความขัดแย้งยังสามารถหาข้อยุติได้ถ้าคนในสังคมมีความเข้าใจกัน สามัคคีกัน ประเทศไทยก็จะสงบได้ หรือตราบเท่าที่ปัญหาความขัดแย้งอยู่ในสัดส่วน โดยในภาพรวมจะถือได้ว่าสังคมนั้นยังอยู่ได้อย่างมีความสมานฉันท์ แต่เมื่อใดก็ตามที่ความขัดแย้งถึงจุดที่ไม่สามารถจะแก้ไขเยียวยาได้ ทางเลือกของสังคมก็จะถูกจำกัดลง โดยมีทางออกอยู่สองทางคือ การพยายามแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธี ด้วยการเจรจาหรือไกล่เกลี่ย หรือมิฉะนั้นก็คงต้องแก้ไขความขัดแย้งด้วยการใช้กำลังหรือความรุนแรง ผลที่ออกมาก็คือ การที่ฝ่ายหนึ่งชนะ อีกฝ่ายหนึ่งพ่ายแพ้ ผู้ชนะก็จะสร้างระเบียบการเมืองขึ้นมาใหม่ และถ้าเป็นกรณีที่ไม่สามารถจะเอาชนะกันได้ก็อาจจะถึงกับแตกแยกและก่อให้เกิดการขัดแย้งกันไม่จบสิ้น เหตุการณ์เช่นนี้สามารถจะข้าใจแจ่มชัดยิ่งขึ้นถ้ามองในรูปของความเป็นจริงแล้วธรรมชาติมนุษย์และสังคมมนุษย์ ในแง่หนึ่ง สิ่งที่เรียกว่ามนุษย์หรือสัตว์ประเสริฐนั้นก็คือสิ่งที่มนุษย์กำหนดขึ้นมาเอง ในความเป็นจริง มนุษย์และสัตว์ก็คือชีวภาพของสิ่งมีชีวิตที่มีความคล้ายคลึงกันทุกอย่าง มนุษย์จะต่างจากสัตว์ก็ตรงที่มีสมองที่ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพดี มีความจำที่ยาวนาน และที่สำคัญมีนิ้ว 5 นิ้วที่ใช้ประโยชน์อย่างมากในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ สองมือพร้อมด้วยสิบนิ้วของมนุษย์บวกกับสมองที่มีความฉลาดเฉียบแหลมทำให้มนุษย์มีคุณภาพเหนือกว่าสัตว์อย่างมากแต่ถ้าเราจัดมนุษย์เข้าสู่สภาพธรรมชาติ มนุษย์ก็คือสัตว์ดีๆ นี่เอง จุดหลักก็คือการแย่งอาหารและก็แย่งเพศตรงกันข้ามเพื่อการสมสู่ตามธรรมชาติอันเป็นลักษณะทั่วไปของสัตว์ แต่มนุษย์มีความก้าวหน้ากว่าสัตว์ในแง่ต้องการสิ่งที่ไกลเกินกว่าสองสิ่งที่กล่าวมาเบื้องต้น นั่นคือ ต้องการอำนาจและสถานะมากกว่าสัตว์ ในส่วนนี้เป็นส่วนของนามธรรมซึ่งสัตว์ก็มีอยู่แต่น้อยกว่ามนุษย์มาก ที่สำคัญ มนุษย์มีความชาญฉลาดพอที่จะรู้ว่าการจะอยู่ร่วมกันโดยสันติและเอื้อประโยชน์ต่อกันนั้น วิธีที่ดีที่สุดก็คือการไม่สร้างความขัดแย้งและอยู่ร่วมกันโดยสันติ เอื้ออำนวยประโยชน์ซึ่งกันและกัน แต่ถ้ามนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์ประเสริฐแต่มีการกระทำแบบซึ่งสัตว์เดรัจฉาน และความเป็นมนุษย์จะมีไว้ซึ้งการใด  “เป็นมนุษย์เป็นได้เพราะใจสูง เหมือนหนึ่งยูงมีดีที่แววขน

              เริ่มต้นวันใหม่ ขอให้สังคมไทยไทยสงบสุข สู่ความสงบสันติสามัคคีร่วมใจกันทำความดี ถวายพ่อหลวงของไทยหล่อหลอมเป็นใจเดียวกัน มาสร้างสรรค์ทางเลือกกันใหม่อยากเห็นคนไทยนักกันได้อย่างเดิม


นางสาวกรรณิกา  แสงวิมล 55113400195 ตอนเรียน D1