วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

การเขียนบันทึกสะท้อนการเรีนรรู้ครั้งที่2

สิ่งที่ได้รับจากการเรียนรู้
          ภาษาไทยกับการเขียน
     "ภาษา"มาจากคำกริยาภาษาสันกฤติ ว่าภาษาแปลว่า พูด บอก หรือ กล่าว เมื่อนำมาใช้เป็นคำนามจึงเปลี่ยนรูปเป็น ภาษา ซึ่งมีความหมายว่า "คำพูดหรือถ้อยคำ"
       
          ประเภทของภาษา

  1. การสือด้วยวาจา หรือ วจนภาษา
  2. การสื่อสารมิใช่วาจา หรือ อวจนภาษา
  3. การสื่อสารโดยใช้จักษุสัมผัส หรือ การมองเห็น   
          ลักษณะทั่วไปของภาษา
  1. ภาษาจะต้องมี เสียสิ่งแวดล้
  2. ภาษามีระบบระเบียบ มีไวยากรณ์เฉพาะของแต่ละภาษา
  3. ภาษาเกิดจากการเรียนรู้ โดยมีสิ่งแวดล้อมเป็นตัวกำหนด
  4. ภาษามีจำนวนประโยคไม่รู้จบ
  5. ภาษามีการเปลี่ยนแปลง 
           -ความหมายเปลี่ยนแปลง เช่น เป่าปี่ หมายถึง ร้องให้
           -ความหมายกว้างขึ้น เช่น เดินสาย เมื่อสมัยก่อนหมายถึง เดินสายไฟ ปัจุบันหมายถึง ตระเวน                   หรือเดินทาง
           -ความหมายแคบลง เช่น กาพย์ สมัยก่อนหมายถึง บทประพันธ์ ปัจจุบันหมายถึง เนื้อเรื่องที่มี                     ขนาดยาว
     6.  ภาษาคือการกำหนดสัญลักษณ์ร่วมกัน

          ลักษณะเฉพาะของภาษาไทย
  1. ภาษาไทยต้องมีอักษรเป็นของตนเอง
  2. ภาษาเป็นภาษาคำโดด
  3. ภาษาไทยส่วนมากเป็นคำพยางเดียวมีความหมายสมบูรณ์ในตัว
  4. คำเดี่ยวอาจมีความหมายเฉพาะหน้าที่ เมื่ออยู่ในตำแหน่งต่างๆ
  5. ภาษาไทยจะมีลักษณะนาม
  6. ภาษาไทยมีระบบเสียงสูงเสียงต่ำ
  7. ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีชั้นเชิง
  8. คำภาษากวี(คนไทยจะเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน)
          การเปลียบเทียบภาษาพูดและภาษาเขียน
  1. ภาษาเขียนไม่ใช่คำหลายคำที่เราใช้ภาษาพูดเท่านั้น
  2. ภาษาเขียนไม่มีสำนวนเปลียบเทียบ หรือคำสแลงที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับในภาษา
  3. ภาษาเขียนมีการเรียบเรียงถ้อยคำสละสลวยชัดเจนไม่ซ้ำคำหรือซ้ำความโดยไม่จำเป็น
  4. ภาษาเขียนไม่มีโอกาสแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้แต่ถ้าเป็นภาษาพูดมีโอกาสชี้แจงแก้ไขเปลี่ยนแปลง
          ความแตกต่างระหว่างภาษาพูดและภาษาเขียน
  1. ภาษาเขียนใช้ภาษามาตรฐาน หรือภาษาแบบแผน 
  2. ภาษาพูดมักออกเสียงไม่ตรงกับภาษาเขียน
  3. ภาษาพูดสามารถแสดงอารมณ์ของผู้พูดได้ดีกว่าภาษาเขียน
  4. การพูดนิยมใช้คำช่วยพูดหรือคำลงท้าย เพื่อให้การพูดนั้นฟังสุภาพไพรเราะ
  5. ภาษาพุดนิยมใช้คำซ้ำหรือคำซ้อนบางชนิดเพื่อเน้นความหมายของคำ
           สรุป
      ภาษาพูด คือ ภาษาที่ผู้ใช้ภาษาใช้สื่อสารในชีวิตประจำวันด้วยการพูดนั้นเองการพูดมีหลายระดับ ภาษาพูดมีทั้งรูปที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ
      ภาษาพูด คำนึงถึงความเหมาะสมของฐานะบุคคลและกาลเทศะ
      ภาษาเขียน จะเป็นภาษาที่มีลายลักษณ์อักษรบันทึกไว้เป็นหลักฐานประกอบด้วยสาระอ้างอิงได้ใช้เป็นภาษามาตรฐาน

ความรู้ใหม่ที่ได้รับ

            -ภาษาบาลี-สกฤตไม่มีตัวอักษรเป็นของตนเอง ภาษาบาลีและสันสกฤตอยู่ในตระกูลภาษาที่มีวิภัตปัจจัย คือเป็นภาษาที่ที่มีคำเดิมเป็นคำธาตุ เมื่อจะใช้คำใดจะต้องนำธาตุไปประกอบกับปัจจัยและวิภัตติ เพื่อเป็นเครื่องหมายบอกพจน์ ลึงค์ บุรุษ กาล มาลา วาจก โครงสร้างของภาษาประกอบด้วย ระบบเสียง หน่วยคำ และระบบโครงสร้างของประโยค ภาษาบาลีและสันสกฤตมีหน่วยเสียง 2 ประเภท คือ หน่วยเสียงสระและหน่วยเสียงพยัญชนะ 
            -การที่เราไม่ตัดพยันชนะที่ไม่ค่อยใช่หรือออกเสียงเหมื่อนกันออก เช่น ฑ ธ ฐ ท เพราะจะได้ให้เรารู้ไว้ว่าเราได้ยืมคำของภาษาบาลี-สกฤตมาใช้เป็นภาษาไทยอยู่ด้วย จึงไม่ตัดพยัญชนะเหล่านี้ออก

ข้อเสนอแนะ

          คนไทยเป็นผู้ที่โชคดีที่มีภาษาของตนเอง และมีอักษรไทย เป็นตัวอักษรประจำชาติอันเป็นมรดกล้ำค่าที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้ ซึ่งเป็นเครื่องแสดงว่าไทยเราเป็นชาติที่มีวัฒนธรรมสูงส่งมาแต่โบราณกาลและยั่งยืนมาจนปัจจุบัญ คนไทยผู้เป็นเจ้าของภาษาควรที่จะใช้ภาษาพูดและภาษาเขียนให้ถูกต้องเป็นแบบอย่างที่ดีเสียก่อน

นางสาว กรรณิกา แสงวิมล รหัส 55113400195 ตอนเรียน D1


7 ความคิดเห็น:

  1. ความรู้ใหม่ของคุณน่าสนใจมากเลยคะ เพราะทำให้ทราบว่าพยัณชนะ ฑ ธ ฐ ท เป็นภาษาบาลี-สันสกฤษ

    ตอบลบ
  2. เนื้อหาสาระเยอะมากคะ มีประโยชน์มากคะ

    ตอบลบ
  3. คนไทยเป็นผู้ที่โชคดีที่มีภาษาของตนเอง และมีอักษรไทย เป็นตัวอักษรประจำชาติอันเป็นมรดกล้ำค่าที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้ ดังนั้นควรจะเขียนให้ถูกต้องค่ะ เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ ^^

    ตอบลบ
  4. เนื้อหาของคุณดีมากเลยค่ะ และดิฉันเห็นด้วยกับความรู้ใหม่ของคุณค่ะภาษาบาลี-สกฤตไม่มีตัวอักษรเป็นของตนเอง

    ตอบลบ
  5. ชอบมากครับ เนื้อหาครบถ้วน และบอกถึงเอกลักษณ์ทางด้านภาษาไทยได้ชัดเจน

    ตอบลบ
  6. ความรู้ใหม่เป็นความรู้ที่น่าสนใจมากๆเลยค่ะ

    ตอบลบ
  7. ใช่คะคนสมัยนี้มักใช้ภาษาพูดและภาษาเขียนเราควรใช้ให้เหมาสมและถูกต้อง

    ตอบลบ