วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2557

บันทึกษะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่ 8

ความรู้ใหม่ที่ได้รับ
การเขียนเชิญกิจธุระ
การเขียนแบบฟอร์ม 
    หมายถึง เอกสารที่จัดทำขึ้น โดยเว้นช่องว่างไว้สำหรับให้บุคคลแต่ละคนกรอกข้อความลงไป เพื่อให้เป็นการสะดวกแก่ผู้รวบรวมในการข้อความนั้นไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ เสร็จสมบูรณ์แล้วก็จะกลายเป็นบันทึกที่จะต้องควบคุมอีกแบบ
แบบฟอร์มมี 4 แบบ
1) แบบฟอร์มที่ใช้ติดต่อหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชนแบบฟอร์มชนิดนี้หน่วยงานนี้เป็นผู้จัดเตรียมขึ้น เพื่อให้ผู้มาติดต่อใช้ได้ตลอด จะได้ไม่เสียเวลาในการเขียน ทำให้หน่วยงานได้รับข้อมูลครบถ้วนที่จำเป็นตามต้องการ
     2) แบบฟอร์มที่ผู้อื่นขอความร่วมมือให้กรอกแบบฟอร์มชนิดนี้ใช้เพื่อต้องการทราบข้อมูลทั้งที่เป็นข้อเท็จจริง และทรรศนะของประชาชนกลุ่มต่างๆ
     3) แบบฟอร์มที่ใช้ภายในองค์กร องค์การสมัยนี้มีระบบการรวบรวมในหน่วยงานของตนด้วยวิธีให้กรอกแบบฟอร์มแทนที่จะเขียนชี้แจงเรื่องซึ่งมักจะให้รายละเอียดไม่ตรงตามที่ต้องการ
     4) แบบฟอร์มสัญญา หมายถึง เอกสารที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างบุคคล 2 ฝ่าย

          จดหมายกิจธุระ
                เป็นจดหมายระหว่างบุคคลต่อบุคคลที่ติดต่อสื่อสารกันด้วย กิจธุระ เช่น การติดต่อสอบถาม การบอกขาย ฯลฯ หากเป็นจดหมายกิจธุระที่ติดต่อสื่อสารระหว่างบริษัท ห้างร้านองค์การต่างๆ เรียกว่า จดหมายธุรกิจ ใช้ภาษาระดับกึ่งทางการ
          จดหมายเปิดผนึก
                เป็นจดหมายประเภทกิจธุระเขียนเผยแพร่ต่อสาธารณะชน สื่อมวลชน ซึ่งส่วนมากได้แค่หนังสือพิมพ์ หรือวิทยุกระจายเสียงเผยแพร่สื่ออินเตอร์เน็ตเพื่อลงหรือประกาศข้อความในจดหมายให้ประชาชนทั่วไปทราบในความของจดหมายชนิดนี้มีลักษณะเปิดเผยและเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเสนอแนะ แสดงความรู้สึก แสดงความจริง บอกกล่าว ขอความร่วมมือ ท้วงติง หรือร้องเรียน
            จดหมายราชการ
                หรือหนังสือราชการเป็นจดหมายที่ติดต่อสื่อสารระหว่างส่วนราชการหนึ่งกับอีกส่วนราชการหนึ่งหรือติดต่อสื่อสารกันในระหว่างกระทรวง ทบวง กรม กอง เดียวกัน รวมทั้งติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานเอกชนต่างๆด้วย จดหมายที่ติดต่อกับหน่วยงานนอกกระทรวง เรียกว่าหนังสือภายนอก ส่วนจดหมายที่ติดต่อภายในหน่วยงาน เรียกว่า หนังสือภายใน จดหมายราชการถือเป็นเอกสารหลักฐานในการทำงานของรัฐจึงต้องมีเลขที่ออกหนังสือ และมีทะเบียนรับส่งหนังสือ ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารเป็น ภาษาระดับทางการ
            ประกาศทางราชการ
                มักจะมีข้อความที่ค่อนข้างยาว และเกี่ยวเนื่องด้วยกฎหมาย โดยมีจุดประสงค์จะประกาศแจ้ง ให้บุคคลทั่วไปได้ทราบ และหวังผลในการปฏิบัติ ภาษาค่อนข้างเป็นทางการ รัดกุม มีลักษณะคล้ายหนังสือราชการทั่วๆไป

การเขียนจดหมายธุรกิจ

                  ประเภทของจดหมาย

1.     จดหมายส่วนตัว : จดหมายถึงเพื่อน ญาติพี่น้อง
2.     จดหมายกิจธุระ : จดหมายลาป่วย ลากิจ
3.     จดหมายธุรกิจ : จดหมายติดต่อ เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ
4.     หนังสือราชการ : เอกสารที่ใช้ในการติดต่อกับราชการ

                  ประเภทจดหมายธุรกิจ

1 .จดหมายสั่งซื้อสินค้าและตอบรับการสั่งซื้อ
2 .จดหมายขอเปิดเครดิต หรือขอเปิดบัญชีเชื่อ
3 .จดหมายต่อว่าและปรับความเข้าใจ
4 .จดหมายเตือนหนี้และทวงหนี้
5. จดหมายไมตรีจิต

                  รูปแบบของจดหมายธุรกิจ

1. แบบราชการ ใช้รูปแบบเหมือนหนังสือราชการภายนอก แต่ดัดแปลงรายละเอียดเล็กน้อยให้เหมาะสมแก่   การปฏิบัติ
2. แบบไทย   ผสมผสานจากหนังสือราชการภายนอกและจดหมายธุรกิจแบบสากล
3. แบบสากล ใช้รูปแบบของการเขียนจดหมายธุรกิจของต่างประเทศที่เป็นสากล


                การเขียนหัวข้อต่างๆในจดหมายธุรกิจ

1. หัวจดหมาย ชื่อและที่อยู่ของบริษัท ห้างร้าน มักนิยมพิมพ์เป็นหัวกระดาษจดหมายสำเร็จรูป
2. วันเดือนปี มักระบุเพียงเลขวันที่ ชื่อเดือน ปี พ.โดยไม่ต้องใส่คำว่า “วันที่ เดือน และปี
3. เรื่องเขียน สั้นๆกะทัดรัดได้ใจความ
4. คำขึ้นต้น มักใช้คำว่า “เรียน” ตามด้วยตำแหน่ง
5. ข้อความ มักเขียน 2-3 ย่อหน้า ย่อหน้าแรกจะกล่าวถึงเหตุที่มีจดหมายไป ย่อหน้าถัดมาจะแจ้งความ ประสงค์ หรือสิ่งที่ต้องการให้ปฏิบัติ หรือรายละเอียด
6. คำลงท้าย มักใช้คำว่า “ขอแสดงความนับถือ
7. ลายเซ็น หรือลายมือของผู้ลงนามในจดหมาย
8. ชื่อเดิม ของผู้ลงนามในจดหมายโดยระบุอยู่ในวงเล็บ
9. ตำแหน่ง ของผู้ลงนามในจดหมาย

ความรู้ใหม่ที่ได้รับ
-       ขอแสดงความเคารพ ใช้กับคนที่เราสนิท เช่น พ่อ แม่ อาจารย์ เป็นต้น
-      ขอแสดงความเคารพอย่างสูง ใช้กับคนที่เราสนิทที่อาวุโสกว่าเรา
-      องค์การ ใหญ่กว่า องค์กร
-      ไอโฟน 5สามารถเขียนเลขไทยได้ แต่ 3G ไม่สามารถเขียนเลขไทยได้
-      ถ้ายืมเงินกัน 50 บาท เราสามารถทำสัญญาได้และสามารถดำเนินคดีได้ตามกฎหมายหากไม่คืนเงิน

ข้อเสนอแนะ

สิ่งที่ได้รับในการเรียนครั้งนี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตประจำวัน

                                   นางสาว กรรริกา  แสงวิมล   55113400195 ตอนเรียน D1

วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2557

บันทึกษะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่ 7

สิ่งที่ได้รับจากการเรียนรู้


           กวีนิพนธ์ หมายถึง คำประพันธ์ประเภทร้อยกรอง
           การเขียนกวีนิพนธ์ คือ บทร้อยกรองที่สรรค์สร้างด้วยตัวอักษร สื่อสารการอ่านด้วยภาพพจน์ เพื่อให้ผู้อ่านเกิดจินตนาการได้ รวมทั้งทำให้เกิดความรู้สึกสะเทือนใจได้ลักษณะการเขียน
1. คำสัมผัสคล้องจอง คือ พยางค์ที่คล้องจองด้วยเสียงของสระหรือเสียงของพยัญชนะ หากคล้องจองด้วย   เสียงสระเรียกสัมผัสสระ หากคล้องจองด้วยเสียงพยัญชนะเรียกสัมผัสอักษร
2.
สัมผัสนอก  สัมผัสใน
     สัมผัสนอก คือ สัมผัสนอกวรรคและนอกบท
     สัมผัสใน คือ สัมผัสในวรรคเดียวกัน ซึ่งมีทั้งสัมผัสสระและสัมผัสอักษร
3.
คำเสียงสูง (จัตวา) เหมาะเป็นคำท้ายสุดของวรรครับของกลอนสุภาพ
4.
คำไวพจน์  คือ คำที่มีความหมายอย่างเดียวกันหรือคำพ้องความหมาย
5.
คำเอก คำโท
คำเอก คือ คำที่มีรูปเอก (บังคับในโคลงสี่สุภาพ)
คำโท คือ คำที่มีรูปวรรณยุกต์โท
คำเอกโท คือ คำที่ใช้ติดกันมีความหมายสอดคลองกัน เช่น แต่งแต้ม ต่อต้าน ต่อสู้ เป็นต้น
"คำคู่"
     
เป็นการเล่นคำสัมผัสอักษร
"
คำคล้องจอง"
     
เป็นคำที่ใช้สระเสียงเดียวกัน หรือมีตัวสะกดมาตราเดียวกัน
บทสรุป
     
การใช้คำคล้องจอง เป็นลักษณะหนึ่งของการเขียนบทร้อยกรองซึ่งทำให้เกิดความไพเราะและมีความหมาย คำคล้องจองเป็นคำที่ใช้สระตัวเดียวกัน หรือมีตัวสะกดมาตราเดียวกัน รูปแบบของคำคล้องจองที่พบโดยทั่วไป มีปริศนาคำทาย สำนวนโวหาร และสำนวนไทย เป็นต้น

 "การแต่งกาพย์ยานี ๑๑"
     ความหมายของกาพย์ยานี เป็นบทเป็นบทร้อยกรองที่บังคับจำนวนคำ วรรค และสัมผัส เช่นเดียวกับการแต่งกลอน
     กาพย์ยานี คือคำประพันธ์หรือบทร้อยแก้วที่มีบังคับเฉพาะจำนวนคำ ๑๑ คำ วรรคหน้า ๕ คำ วรรคหลัง ๖ คำ รวมเป็น ๑๑ คำ

"มีสัมผัสบังคับ"
     - คำสุดท้ายวรรคที่ ๑ สัมผัสกับคำที่ ๓ หรือ ๕ ของวรรคที่ ๒
     - คำสุดท้ายวรรคที่ ๒ สัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่ ๓
     - คำสุดท้ายของบทที่ ๑ สัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่ ๒ ของบทต่อไป

ความรู้ใหม่ที่ได้รับ

    -วรรณคดี มีระยะเวลายาวนาน คนทุกยุคทุกสมัยให้การยอมรับว่าดี มีคุณค่า มีตราประทับวรรณคดีสโมสร
     -วรรณกรรมคืองานเขียนทุกๆประเภท เช่น นิทาน เรื่องสั้น ยกเว้นหนังสือเรียนที่ไม่เรียกว่า วรรณกรรม

ข้อเสนอแนะ

        อาจารย์สอนได้เข้าใจง่าย มีแนวการสอนที่สนุก ทำให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในบทเรียนมากขึ้น


นางสาว กรรริกา  แสงวิมล  รหัส  55113400195  ตอนเรียน  D1

วันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2557

ขอให้ประเทศไทยสงบสุข

ขอให้ประเทศไทยสงบสุข

     สถานการณ์บ้านเมืองประสบปัญหาเกิดความแตกแยกอย่างรุนแรงขึ้นในชาติ คนไทยรบราฆ่าฟันกันเอง ด้วยเหตุผลจากความแตกต่างทางความคิด ทำให้ได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า ฝ่ายที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงของประเทศ ก็พยายามใช้ทุกวิถีทางที่จะยุติความรุนแรงลงให้ได้ จนในที่สุดความสงบก็กลับคืนมา เหตุการณ์สงบลงได้โดยที่ไม่ได้เกิดจากการใช้อาวุธเข้ารบราฆ่าฟันกันเลย  แต่ทุกคนต้องมีความสามัคคี

           สังคมทุกสังคมย่อมหลีกเลี่ยงความขัดแย้งไม่ได้ ความขัดแย้งในสังคมจึงเป็นเรื่องปกติของคนในทุกวันนี้ไปแล้ว เป็นแต่เพียงว่าความขัดแย้งยังสามารถหาข้อยุติได้ถ้าคนในสังคมมีความเข้าใจกัน สามัคคีกัน ประเทศไทยก็จะสงบได้ หรือตราบเท่าที่ปัญหาความขัดแย้งอยู่ในสัดส่วน โดยในภาพรวมจะถือได้ว่าสังคมนั้นยังอยู่ได้อย่างมีความสมานฉันท์ แต่เมื่อใดก็ตามที่ความขัดแย้งถึงจุดที่ไม่สามารถจะแก้ไขเยียวยาได้ ทางเลือกของสังคมก็จะถูกจำกัดลง โดยมีทางออกอยู่สองทางคือ การพยายามแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธี ด้วยการเจรจาหรือไกล่เกลี่ย หรือมิฉะนั้นก็คงต้องแก้ไขความขัดแย้งด้วยการใช้กำลังหรือความรุนแรง ผลที่ออกมาก็คือ การที่ฝ่ายหนึ่งชนะ อีกฝ่ายหนึ่งพ่ายแพ้ ผู้ชนะก็จะสร้างระเบียบการเมืองขึ้นมาใหม่ และถ้าเป็นกรณีที่ไม่สามารถจะเอาชนะกันได้ก็อาจจะถึงกับแตกแยกและก่อให้เกิดการขัดแย้งกันไม่จบสิ้น เหตุการณ์เช่นนี้สามารถจะข้าใจแจ่มชัดยิ่งขึ้นถ้ามองในรูปของความเป็นจริงแล้วธรรมชาติมนุษย์และสังคมมนุษย์ ในแง่หนึ่ง สิ่งที่เรียกว่ามนุษย์หรือสัตว์ประเสริฐนั้นก็คือสิ่งที่มนุษย์กำหนดขึ้นมาเอง ในความเป็นจริง มนุษย์และสัตว์ก็คือชีวภาพของสิ่งมีชีวิตที่มีความคล้ายคลึงกันทุกอย่าง มนุษย์จะต่างจากสัตว์ก็ตรงที่มีสมองที่ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพดี มีความจำที่ยาวนาน และที่สำคัญมีนิ้ว 5 นิ้วที่ใช้ประโยชน์อย่างมากในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ สองมือพร้อมด้วยสิบนิ้วของมนุษย์บวกกับสมองที่มีความฉลาดเฉียบแหลมทำให้มนุษย์มีคุณภาพเหนือกว่าสัตว์อย่างมากแต่ถ้าเราจัดมนุษย์เข้าสู่สภาพธรรมชาติ มนุษย์ก็คือสัตว์ดีๆ นี่เอง จุดหลักก็คือการแย่งอาหารและก็แย่งเพศตรงกันข้ามเพื่อการสมสู่ตามธรรมชาติอันเป็นลักษณะทั่วไปของสัตว์ แต่มนุษย์มีความก้าวหน้ากว่าสัตว์ในแง่ต้องการสิ่งที่ไกลเกินกว่าสองสิ่งที่กล่าวมาเบื้องต้น นั่นคือ ต้องการอำนาจและสถานะมากกว่าสัตว์ ในส่วนนี้เป็นส่วนของนามธรรมซึ่งสัตว์ก็มีอยู่แต่น้อยกว่ามนุษย์มาก ที่สำคัญ มนุษย์มีความชาญฉลาดพอที่จะรู้ว่าการจะอยู่ร่วมกันโดยสันติและเอื้อประโยชน์ต่อกันนั้น วิธีที่ดีที่สุดก็คือการไม่สร้างความขัดแย้งและอยู่ร่วมกันโดยสันติ เอื้ออำนวยประโยชน์ซึ่งกันและกัน แต่ถ้ามนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์ประเสริฐแต่มีการกระทำแบบซึ่งสัตว์เดรัจฉาน และความเป็นมนุษย์จะมีไว้ซึ้งการใด  “เป็นมนุษย์เป็นได้เพราะใจสูง เหมือนหนึ่งยูงมีดีที่แววขน

              เริ่มต้นวันใหม่ ขอให้สังคมไทยไทยสงบสุข สู่ความสงบสันติสามัคคีร่วมใจกันทำความดี ถวายพ่อหลวงของไทยหล่อหลอมเป็นใจเดียวกัน มาสร้างสรรค์ทางเลือกกันใหม่อยากเห็นคนไทยนักกันได้อย่างเดิม


นางสาวกรรณิกา  แสงวิมล 55113400195 ตอนเรียน D1

วันจันทร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2557

บันทึกษะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่ 6

สิ่งที่ได้รับจากการเรียนรู้

       
         โวหาร หมายถึง ถ้อยคำที่ใช้ในการสื่อสารที่เรียบเรียงเป็นอย่างดี  มีวิธีการ  มีชั้นเชิงและมีศิลปะ  เพื่อสื่อให้ผู้รับสารรับสารได้อย่างแจ่มแจ้ง   ชัดเจนและลึกซึ้ง  รับสารได้ตามวัตถุประสงค์ของผู้ส่งสาร

       ประเภทของโวหาร


            1.บรรยายโวหาร คือ โวหารที่ใช้บอกกล่าว เล่าเรื่อง อธิบาย หรือบรรยายเรื่องราว เหตุการณ์ ตลอดจนความรู้ต่าง ๆ  อย่างละเอียด  โดยชี้ให้เห็นถึงสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์   สาเหตุที่ก่อให้เกิด เหตุการณ์ สภาพแวดล้อม บุคคลที่เกี่ยวข้อง   เพื่อให้ผู้รับสารเข้าใจเนื้อหา สาระอย่างแจ่มแจ้งชัดเจน เนื้อหา ที่บรรยายอาจเป็นเรื่องที่สมมุติหรือเรื่องจริงก็ได้  

            2. พรรณนาโวหาร คือ โวหารที่ใช้กล่าวถึงเรื่องราว สถานที่ บุคคล สิ่งของ หรืออารมณ์อย่างละเอียด   สอดแทรกอารมณ์    ความรู้สึกลงไปเพื่อโน้มน้าวใจ   ให้ผู้รับสารเกิดภาพพจน์  เกิดอารมณ์คล้อยตามไปด้วย  ใช้ในการพูดโน้มน้าว อารมณ์ของผู้ฟัง  หรือเขียนสดุดี   ชมเมือง ชมความงามของบุคคล  สถานที่และแสดงอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ

            3.อุปมาโวหาร คือ โวหารที่กล่าวเปรียบเทียบ เพื่อให้ผู้รับสารเข้าใจความหมาย อารมณ์ความรู้สึก หรือเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น  เพราะจะช่วยให้รสของถ้อยคำไพเราะสละสลวยยิ่งขึ้น ทั้งสารที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม การเปรียบเทียบอาจเปรียบความเหมือนกัน  หรือคล้ายคลึงกัน  เปรียบเทียบความขัดแย้ง หรือลักษณะตรงกันข้าม หรือเปรียบเทียบโดยให้ผู้รับสารโยง ความคิดหนึ่งไปสู่ อีกความคิดหนึ่ง โดยอาจกล่าวลอย ๆ หรืออาจใช้คำแสดงการเปรียบเทียบ ซึ่งมีอยู่หลากหลาย เช่น เหมือน เสมือน คล้าย ดุจ ดัง ดั่ง ดุจดั่ง ราว ดูราว ปาน เพียง ประหนึ่ง 
            การใช้อุปมาโวหารควรเลือกใช้ถ้อยคำที่เข้าใจง่าย และสละสลวย  แสดงการเปรียบเทียบได้ถูกต้อง เหมาะสมกับเนื้อหา และจังหวะ ลีลา ซึ่งอาจกล่าวลอย ๆ  ก็ได้ เนื้อหาที่จะเปรียบเทียบควรเป็นเนื้อหา ที่อธิบายให้เข้าใจได้ยาก  เปรียบเทียบกับสิ่งที่เข้าใจได้ง่าย  หรือสิ่งที่ผู้รับสารรู้ดีอยู่แล้ว และข้อความที่จะยกมา เปรียบเทียบ (อุปไมย) กับข้อความที่นำมาเปรียบเทียบ (อุปมา) จะต้องเหมาะสมกัน     อุปมาโวหารใช้เป็นโวหาร เสริมบรรยายโวหาร  พรรณนาโวหารและเทศนาโวหาร  เพื่อให้ชัดเจนและน่าอ่านยิ่งขึ้น

           4.สาธกโวหาร คือ โวหารที่มุ่งให้ความชัดเจนโดยการยกตัวอย่างหรือเรื่องราวประกอบการอธิบาย เนื้อหาสาระ เพื่อสนับสนุน ข้อคิดเห็นต่าง ๆ ให้หนักแน่น  สมเหตุสมผล ทำให้ผู้รับสารเข้าใจเนื้อหา สาระในสิ่งที่พูด หรือเขียนอย่างแจ่มแจ้ง ชัดเจน ดูสมจริง หรือน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ตัวอย่างหรือเรื่องราว ที่ยกขึ้นประกอบอาจเป็นเรื่องสั้น ๆ หรือเรื่องราวยาว ๆ ก็ได้ตามความเหมาะสม

            5.เทศนาโวหาร คือ โวหารที่มุ่งโน้มน้าวใจให้เกิดความรู้สึกคล้อยตาม   เป็นการกล่าวในเชิงอบรม  แนะนำสั่งสอน  เสนอทัศนะ  ชี้แนะ  หรือโน้มน้าว ชักจูงใจโดยยกเหตุผล  ตัวอย่าง  หลักฐาน ข้อมูล ข้อเท็จจริง  สุภาษิต คติธรรมและสัจธรรม ต่าง ๆ มาแสดงเพื่อให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจที่กระจ่างจนยอมรับเชื่อถือมีความเห็น คล้อยตาม และปฏิบัติตาม  โวหารประเภทนี้มักใช้ ในการให้โอวาท อบรมสั่งสอน อธิบายหลักธรรม และคำชี้แจงเหตุผล ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง



      ภาพพจน์ หมายถึง ภาพพจน์เป็นการใช้ถ้อยคำสำนวนโวหาร ที่ทำให้ผู้รับสารเกิดมโนภาพ  เกิดจินตนาการ ถ่ายทอดอารมณ์ ทำให้มีความรู้สึกร่วมตรงตามความปรารถนาของผู้ส่งสาร 

 ประเภทของภาพพจน์

            1. อุปมา คือ การเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่งที่โดยธรรมชาติแล้วมีสภาพที่แตกต่างกัน แต่มีลักษณะเด่น ร่วมกันและใช้คำที่มีความหมายว่า เหมือนหรือคล้ายเป็นคำแสดงการเปรียบเทียบเพื่อเน้นให้เห็นจริงว่า เหมือนอย่างไร ในลักษณะใด

           2.อุปลักษณ์ คือ การเปรียบเทียบด้วยการกล่าวว่าสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งเป็นการเปรียบเทียบที่ไม่กล่าวตรง ๆ   ใช้การกล่าวเป็นนัยให้เข้าใจเอง เป็นการเปรียบเทียบโดยนำเอาลักษณะ สำคัญของสิ่งที่ต้องการเปรียบเทียบ มาเปรียบเทียบทันทีโดยโดยไม่ต้องมีคำเชื่อมโยง ไม่ต้องใช้คำแสดงการเปรียบเทียบ  ไม่มีคำแสดงความหมายว่า เหมือน ปรากฏอยู่ หรือถ้าจำเป็นต้องใช้ก็ใช้คำว่า  “เป็น”  หรือ  “คือ”  อุปลักษณ์  เป็นการใช้ถ้อยคำภาษา ในเชิงการเปรียบเทียบที่มีชั้นเชิงและลึกซึ้งกว่าอุปมา   นิยมใช้กับ   ภาษ-หนังสือพิมพ์ เพราะใช้คำน้อย 

            3.อติพจน์   คือ การกล่าวเกินจริง ซึ่งเป็นความรู้สึกหรือความคิดของผู้กล่าวที่ต้องการย้ำความหมาย ให้ผู้ฟังรู้สึกว่าหนักแน่นจริงจัง   เน้นความรู้สึกให้เด่นชัดและน่าสนใจ โดยไม่เน้นความเป็นจริง เพราะต้องการ ให้ผู้รับ สารเกิดความซาบซึ้งและประทับใจ ซึ่งอาจจะมากเกินไปหรือน้อยเกินไปก็ได้  เพื่อเน้นความ รู้สึกมากกว่า ความเป็นเหตุเป็นผล  มุ่งเร้าอารมณ์และความรู้สึกสะเทือนใจเป็นสำคัญ  ภาพพจน์ประเภทนี้นิยม ใช้สื่อสารกันมากทั้งการพูดและการเขียน  ที่ต้องการแสดงความรู้สึกเพราะสามารถเปรียบเทียบให้เห็นภาพได้ง่าย

            4.อวพจน์ คือ การกล่าวน้อยกว่าความเป็นจริง

            5.สัญลักษณ์ คือ การเปรียบเทียบที่เรียกสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยใช้คำอื่นแทน คำที่ใช้เรียกนั้นเกิดจากการเปรียบเทียบและ ตีความซึ่งใช้กันมานานจนเป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไป  อาจเป็นคำ ๆ เดียว  ข้อความ  บุคคลในเรื่อง  เป็นเรื่อง เฉพาะตอน  หรือเรื่อง ๆ หนึ่งก็ได้ 

            6. นามนัย คือ การเปรียบเทียบโดยการใช้คำหรือวลีซึ่งบ่งลักษณะหรือคุณสมบัติที่เป็นจุดเด่น หรือลักษณะสำคัญ ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  หรือการกล่าวถึงส่วนใดส่วนหนึ่งของสิ่งใด ๆ  มากล่าวแทนคำที่ใช้เรียก สิ่งนั้นโดยตรง เป็นภาพพจน์ที่ใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้คำธรรมดา ๆ ซ้ำซาก 

             7. สัทพจน์  คือ การใช้ถ้อยคำที่เลียนเสียงธรรมชาติ เช่น เสียงดนตรีเสียงร้องของสัตว์  หรือเลียนเสียงกิริยาอาการต่าง ๆ ของคน การใช้ภาพพจน์ประเภทนี้ไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือการเขียน จะช่วย
สื่อให้ผู้รับสารรู้สึกเหมือนได้ยินเสียง โดยธรรมชาติของสิ่งนั้น ๆ และเห็นกิริยาอาการของสิ่งนั้น ๆ ด้วย

             8. บุคลาธิษฐาน  คือ  การสมมุติให้สิ่งที่ไม่มีชีวิต ไม่มีความคิด สิ่งที่เป็นนามธรรม หรือสัตว์ให้มีสติปัญญา   อารมณ์หรือกิริยาอาการ เหมือนมนุษย์เพื่อให้สิ่งเหล่านั้นเกิดปรากฏการณ์เสมือนเป็น สิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึก นึกคิดขึ้นมา  แล้วสื่อความรู้สึกออกมาให้ผู้รับสารได้รับรู้เป็นการเปรียบเทียบโดยนำเอาสิ่งไม่มีชีวิต หรือมีชีวิต แต่ไม่ใช่คนมากล่าวถึงราว กับเป็นคน  หรือทำกิริยาอาการอย่างคน  “ภาพพจน์ประเภทนี้จะทำให้สิ่งที่กล่าวถึง มีชีวิตชีวา ผู้รับสารจะมองเห็นภาพสิ่งนั้นเคลื่อนไหวทำกิริยาอาการเหมือนคนมีอารมณ์ มีความรู้สึก และสามารถสื่อความรู้สึกนั้นมาสู่ผู้รับสารได้

             9. ปฎิพจน์ คือ การใช้ถ้อยคำที่มีความหมายตรงกันข้าม หรือขัดแย้งกันมากล่าวร่วมกันได้อย่างกลมกลืนกัน ภาพพจน์ประเภทนี้ผู้รับสารจะต้องมีความสามารถในการวิเคราะห์ความหมาย หรือ ตีความจึงจะเข้าใจได้ดี

ความรู้ใหม่ที่ได้รับ

          ได้รู้ความคมายที่แตกต่างกันของ ภาพพจน์ กับ ภาพลักษณ์
  • ภาพพจน์ คือ คำที่ก่อให่เกิดภาพ
  • ภาพลักษณ์ คือ ลักษณะที่มองเห็นเป็นภาพ

ข้อเสนอแนะ

วันนี้ได้รับความรู้จากอาจารย์อย่างชัดเจนและเข้าใจง่าย หลังจากการสอนเส็จได้มีการทวนเนื้อหาให้เข้าใจยิ่งขึ้น เป็นสิ่งที่ดีเพื่อนให้นักศึกษาเข้าใจยิ่งขึ้น


นางสาวกรรณิกา  แสงวิมล 55113400195 ตอนเรียน D1